ยินดีกับการกลับมาของ AppServ

ในโพสของวันที่ 24 ธันวาคม 2014 ผมได้เขียนเกี่ยวกับบัญญัติ 10 ประการที่ PHP Developer ควรเลิกทำได้แล้ว ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นเรื่องของ AppServ ซึ่งปัญหาหลักมาจากเรื่องของ PHP ที่ใช้เวอร์ชั่นเก่าที่ไม่ได้อัพเดทมาเป็นเวลานาน ส่วน PHP Programmer ก็ดาวโหลดมาใช้โดยไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องของเวอร์ชั่นภาษาที่หมดอายุไปแล้ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อวิธีการพัฒนา รวมถึง PHP Ecosystem อย่างไรก็ตาม เป็นความโชคดีที่ผู้พัฒนาไม่ท้อแท้กับเสียงบ่นจนเลิกทำไปเลย วันนี้กลับมาประกาศว่าจะออกเวอร์ชั่นใหม่ สำหรับ AppServ แล้ว พร้อมกับ PHP 7.0 เอี่ยมอ่อง และในโพสนี้ ผมไม่ได้จะมารีวิวว่า AppServ เวอร์ชั่นใหม่นั้นดีอย่างไร แต่เรื่องราวมันมีความหมายอย่างไร

Elephants in Amboseli National Park, Kenya, East Africa / Diana Robinson

ก่อนอื่น แอพนี้เกิดขึ้นมาได้ หนีไม่พ้นเพราะว่าผู้พัฒนานั้นมีใจรักภาษา PHP ซึ่งนอกจากผู้พัฒนาจะเขียน PHP แล้ว ยังทำโฮสติ้งด้วย ซึ่งผมคิดว่านั่นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้พัฒนายังผูกพันธ์อยู่กับภาษา PHP และก็พัฒนา AppServ มาให้ใช้ฟรีๆ เมื่อใดก็ตามที่เราทำสิ่งที่เรารัก และมีคุณค่ากลับหาสังคม สังคมจะเริ่มมองหาตัวเราเอง เงินจะเข้ามาหา และมากไปกว่านั้น…. เมื่อใดก็ตามที่เราได้ทำสิ่งที่เรารัก และมันมีประโยชน์ต่อสังคมด้วย เราจะไม่มานั่งถามหาความหมายของชีวิต เพราะเราได้ทำสิ่งมีให้ความหมายไปเรียบร้อยแล้ว

คลิปบน Youtube ของคุณขุนเขา เราจะเห็นประโยคลักษณะนี้เสมอ เช่นเวลาที่เราไม่แน่ใจว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร เป็นไปได้ไหมว่านั่นเป็นเพราะเรากำลังคิดถึงตัวเองอยู่ เราพยายามจะค้นหาตัวเอง แต่จริงๆ แล้ว มันอยู่ที่การที่ตัวเราให้ความหมายของชีวิตที่มีอยู่ในแต่ละวันต่างหาก มนุษย์เราจะมีช่วงเวลาที่เกิดอารมณ์ประมาณนี้อยู่ (ผมเองก็เหมือนกัน) เมื่อใดก็ตามที่รู้สึกอยู่ ณ ที่ตรงนั้นโดยไม่เต็มใจ เมื่อนั้นเราได้ตกเหวลงไปเรียบร้อยแล้ว คำถามจะเกิดขึ้น ชีวิตฉันเกิดมาเพื่ออะไรกันนะ ชีวิตฉันมันมีค่าอะไรกันแน่ ฉันควรจะต้องทำอะไรเพื่อมาเติมเต็มชีวิตฉัน ฉันควรจะต้องทำอะไรเพื่อให้มันเป็นสิ่งที่ใช่สำหรับฉัน

สิ่งนั้นมันเกิดขึ้นเพราะชีวิตมันไม่ได้ถูกเติมเต็ม ณ เวลาปัจจุบันใช่หรือไม่ นั่นแปลว่ามันมีความขัดแย้งอยู่ภายในตัวเองเกิดขึ้น เรากำลังทำสิ่งที่เรารู้สึกว่าฉันทำไปเพื่ออะไรอยู่ แต่ไม่มีใครสั่งให้เราทำอะไรได้หรอก ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น มันเป็นเพราะเราต้องการมัน และการที่เราไม่ถูกเติมเต็ม มันก็ทำให้เราไม่ได้ให้ความหมายกับการใช้ชีวิตในช่วงเวลาปัจจุบัน เราคิดว่าเป็นผู้ที่ถูกกระทำ ไม่มีทางเลือก ไม่มีสิทธิที่ควรจะได้ ใช่หรือไม่? สิ่งนั้นมันเป็นเพราะเราไม่มีความรับผิดชอบใช่หรือไม่?  ในทางกลับกัน เมื่อเรารู้สึกรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราให้เริ่มให้ความหมายกับปัจจุบันที่เรากำลังทำอยู่

ผู้พัฒนา AppServ ก็เช่นกัน…. แทนที่จะรู้สึกท้อแท้ว่า อะไรกัน สังคมทำไมเป็นอย่างนี้ ฉันอุตสาห์พัฒนา AppServ มาให้ใช้แล้ว ยังจะมาบ่นอีก แต่ไม่ใช่ เขารู้สึกรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วเอามาพัฒนาเพิ่มขีดจำกัดมันออกไป นี่แหละที่เป็นจุดที่ผมนับถือ…

ยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับกรุงเทพฯ เร็วๆนี้ คือเรื่องของคนที่ตกท่อกทม. ถ้ามองในมุมมองหนึ่งนั่นก็คือ กทม. ผิด ใช่แล้วเราต้องฟ้องร้องเรียกร้องความเป็นธรรม ทำไมฉันถึงซวยอย่างนี้ ต้องมาอยู่ในเมืองที่ไร้ความรับผิดชอบ ความรู้สึกแบบนี้แหละที่อันตราย เพราะว่า มันทำให้เรารู้สึกว่าเราตกเป็นเหยื่อ และการที่เราบอกว่าคนนั้นคนนี้ผิด มันก็เพื่อผลักภาระความรับผิดชอบออกไปจากตัวเราเอง ไม่ใช่ว่าผมกำลังจะบอกว่า กทม. ถูกนะ…. แต่เมื่อเราปรับกระบวนการคิดว่าเราอยู่ตรงนั้น มันเลยทำให้เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น ถ้าไม่ใช่ชั้น ก็ต้องมีคนตกลงไปอยู่ดี ชั้นผิดเพราะนี่เป็นเมืองของฉัน ฉันต้องดูแลเมืองของฉันเมื่อเราไม่ได้ผลักภาระหน้าที่ให้ใคร เราจะเริ่มให้ความหมายกับการใช้ชีวิตของตัวเราเอง เราจะให้ความหมายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในทุกขณะ ถ้าลองย้อนกลับไปดูในข่าว ก็จะเห็นว่าคนประเภทนี้ จะมีความรับผิดชอบกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น (ข่าว : สุดซึ้ง!หนุ่มตกท่อกทม.เผยเจ้าของหอพักไม่คิดค่าเช่า)

 

Dont wait for the Perfect Moment, Take the moment and make it perfect
Don’t wait for the Perfect Moment, Take the moment and make it perfect

ทีนี้ย้อนกลับมาดูมุมมองของโปรแกรมเมอร์บ้าง บ้างก็ต่อว่าฝั่งธุรกิจว่าไม่มีความเข้าใจที่เพียงพอ ให้ระยะเวลามาได้ยังไงในขอบเขตที่ทำไม่ได้ บ้างก็โยนว่า ให้เวลามาเท่านี้่ เราก็ใช้เวลาเขี่ยงานไปตามระยะเวลาที่มี คุณภาพไม่ต้องมีก็ได้ แต่คำถามคือ เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ใครกันล่ะที่เป็นผู้รับผิดชอบ เราจะโยนไปให้ฝั่ง Business รับผิดชอบอย่างนั้นหรือ หรือจริงๆ เพราะตัวเรายังให้คำตอบได้ไม่ดีพอ และยอมให้คุณภาพลดลง ตามข้อจำกัดระยะเวลาที่มี

เราโยนความผิดพลาดให้ใครบ้าง นั่นคือเรื่องที่เราไม่ใส่ใจ ใช่หรือไม่?

 

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *